โลกกีฬา ยุคนี้ที่คำว่าตำนานลูกหนัง หรือ ฟุตบอลคลาสสิค หายไปเหลือทิ้งไว้เพียงความทรงจำ

โลกกีฬา ในวันที่คำว่า คลาสสิค เริ่มจางหาย ไม่ว่าความอิ่มตัวทางนวัตกรรม เทคโนโลยี ไม่เว้นแม้แต่ โลกของฟุตบอล

โลกกีฬา โดยส่วนตัวผู้เขียนเกิดยุค 80 คิดเอาเองเสมอว่าตัวเอง โชคดีที่ยังทันตั้งแต่ปลายยุค ทีวี ขาวดำ ยังคงหลงเหลือ ในวันที่ โทรศัพท์ยังใช้นิ้วหมุนเลขโทร 

ยังทันกินขนมซอง ที่ยังมีของเล่นกล้าแถมให้ในซองแบบไม่กลัง ขาดทุน ยังทันอยู๋ในยุคที่ เวลานัดกับเพื่อน แล้ว ไม่มีโทรศัพท์ มือถือ ถ้ามีใครเป็นอะไรกลางทางนัด

อารมณ์คงคล้าย แม่นาค ยืนรอพี่มาก ที่ท่าน้ำกันเลยทีเดียว ทันเห็นเทปเพลง ทันเห็นม้วนวิดีโอ จนแก่ตัวลงมาทันยุคโลกที่มี VR โลกแห่งสามมิติล้ำยุค

ทันตั้งแต่ เครื่อเล่นวิดีโอเกมส์ อาตาริ 4บิท มา8บิท 16บิท 32บิท 64บิท 128บิท จนตอนนี้วิดีโอเกมส์ ความจุมหึมา เล่นกันทีเป็น Terra Byte บทความกีฬาที่น่าสนใจ

และ  ในวันนี้กำไรที่ผู้เขียนได้จากการ ดูฟุตบอล ทันตั้งแต่ยุค มาราโดน่า ยังอยู่ ก็ตาม แต่ก็ยังเสียดายที่เกิดก่อน นักเตะขวัญใจของตนเอง โยฮัน ครัฟฟ์ ของ ทีมชาติฮอลแลนด์

ฉายา นักเตะเทวดา เจ้าของเสื้อหมายเลข 14 ที่ตัวผู้เขียนก็เอามาใช้เวลาลงไปเตะบอล แม้จะเป็นแค่สมัครเล่นก็ตาม

สิ่งที่น่าแปลกก็คือ ในสมัยที่ผู้เขียน โตมาเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น ผู้เขียนรู้สึกว่า เมื่อกลับไปดู ฟุตบอลยุคคลาสสิค ที่ก่อนยุค 90 ผู้เขียนรู้สึก ตลก ไม่ได้ประทับใจสักนิดเดียว

คงไม่ต่างกับเด็กสมัยนี้ ที่เห็นรูป คุณพ่อแม่ แต่งตัวที่ว่า เฟี้ยว เท่ห์ ในยุคของท่าน แต่เรามองว่าบางที ดูเชยจัง ตลกจังเลย ยังไงยังงั้น

แต่เมื่อเวลาผ่านไปอีก ร่วม10ปี เข้า20ปี เห็นอะไรมากขึ้น มีข้อมูลในหัวสมองมากขึ้น เกิดการเปรียบเทียบมากขึ้น

ผู้เขียนเริ่มรู้สึสิกว่า“ยุคคลาสสิค” ฟุตบอล หรือ สิ่งต่างๆนั้นมีอยู่จริงๆ เพราะการพัฒนาจนหลายสิ่งหลายอย่างพัฒนาเท่าทันกันหมด  มันก็เริ่มจะคล้ายกันหมด

ความอิ่มตัวจนถึงขีดสุด นำพาให้เริ่มรู้สึกว่า “น่าเบื่อ” เฉกเช่นที่ได้ลองสอบถาม เด็กวัยรุ่นในยุคสมัยนี้ ว่าทำไมยังฟังเพลงยุคผมอยู่ พวกเขาตอบว่า พ่อแม่ฟังบ้าง บางคนก็บอกว่า

มันก็เพราะดี มันทำให้ผมเริ่มมั่นใจว่า ของเก่าที่เราคิดว่าตกยุค อยู่ในยุคเรา มันข้ามกาลเวลา และ ยังคงอยู๋ได้ จนพอจะอนุมานได้ว่า นี่ละมั้งคำว่า “คลาสสิค”

โลกกีฬา

“คลาสสิค” แท้จริงน่าจะหมายถึงอะไร

ถ้าพูดถึงคำว่าคลาสสิค ผู้อ่านจะนึกถึงอะไร  ตัวผมนั้น ถ้าพูดถึงคำว่าคลาสิค ผมจะนึกถึงการเล่นฟุตบอลที่ง่ายๆ ไม่ต้องมีเทคนิคมากมาย

ไม่ต้องใช้แรงเยอะ ใช้สมองในการเล่นให้สัมพันธ์กับร่างกาย แค่นั้นก็ความคลาสสิคในความหมายของผมแล้ว

มีนักเตะมากมาย ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ที่เล่นฟุตบอลด้วยความคลาสสิค และมีฝีมือเป็นที่ยอมรับของทุกคนในโลก ไม่ว่าจะเป็น เปเล่,มาราโดน่า,โยฮัน ครัฟฟ์ ช่วงยุค 70-80

เบิร์กแคมป์ ซีดาน สตอยคอฟ ในยุค ปลาย80-90 จนถึงต้น ยุค 2000 เป็นต้น

โลกกีฬา เกร็ดความรู้ ของแถม ก่อนจะมียุค “คลาสสิค” ต้องมียุค “โคตรคลาสสิค” 

ขงจื้อได้กล่าวไว้ในหนังสือ “กังฟู” เกี่ยวกับกีฬา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกีฬาที่ใช้เท้าและศีรษะในสมัยจักรพรรดิ์ เซิงติ (Emperor Cneng Ti) (ปี 32 ก่อนคริสตกาล)

มีการเล่นกีฬาที่คล้ายกับฟุตบอลซึ่งเรียกว่า“ซือ-ซู” (Tsu-Chu) ซึ่งหมายถึงการเตะลูกหนังด้วยเท้า กีฬาชนิดนี้ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง

ซึ่งนักประพันธ์และนักประวัติศาสตร์ในสมัยนั้นได้ยกย่องผู้เล่นที่มีชื่อเสียงให้เป็นวีรบุรุษของชาติ และในสมัยเดียวกันได้มีการเล่นคล้ายฟุตบอลในประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย

โลกกีฬา

ในกรุงโรม ความเจริญของตะวันออกไกลได้แผ่ขยายถึงตะวันออกกลางโดยเฉพาะอย่างยิ่ง

จากอิทธิพลของสงครามโดยพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช การเล่นกีฬาชนิดหนึ่งเรียกว่า ฮาร์ปาสตัม

เป็นกีฬาที่นิยมของชาวโรมันและชาวกรีกโบราณวิธีการเล่นคือ มีประตูคนละข้าง แล้วเตะลูกบอลไปยังจุดหมายที่ต้องการ

เช่น จากหมู่บ้านหนึ่งไปอีกหมู่บ้านหนึ่ง การเล่นจะเป็นการเตะ หรือการขว้างไปข้างหน้าฮาร์ปาสตัม หมายถึงการเหวี่ยงไปข้างหน้า

การเล่นกีฬาฮาร์ปาสตัมในกรุงโรมดูเหมือนจะเป็นต้นกำเนิดของกีฬาซึ่งมีการเล่นในสมัยกลาง

ในการเล่นฮาร์ปาสตัม ขนาดของสนามจะเล็กกว่าสนามกีฬาซูเลอ แต่จุดประสงค์ของกีฬาทั้งสองคือ การนำลูกบอล ไปยังแดนของตน

แต่เนื่องจากมีเสียงอึกทึกโครมครามจากการวิ่งแย่งลูกบอล ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้มากมาย อันเป็นข้อห้ามของพระเจ้า

จึงมีพระบรมราชโองการในนามของพระเจ้าแผ่นดินห้ามเล่นกีฬาดังกล่าวในเมือง ผู้ฝ่าฝืนมีโทษถึงจำคุก นอกจากนี้ยังมีข้อห้ามซึ่งออกในวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ.1892 ขอให้เล่นยิงธนูในวันฉลองต่าง ๆ แทนการเล่นเกมฟุตบอล

ในโอกาสต่อมากีฬาฟุตบอลได้จัดให้มีการแข่งขันกันอีกครั้ง ซึ่งเป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างทีมต่างๆ ที่อยู่ห่างกันประมาณ 3-4 ไมล์ ( 5-6.5 กิโลเมตร- )

ในปี พ.ศ. 2344 กีฬาชนิดนี้ได้ขัดเกลาให้ดีขึ้น มีการกำหนดจำนวนผู้เล่นให้เท่ากันในแต่ละข้าง ขนาดของสนามอยู่ในระหว่าง 80 – 100 หลา (73-91 เมตร) และมีประตูทั้งสองข้างที่ริมสุดของสนามซึ่งทำด้วยไม้ 2 อัน ห่างกัน 2-3 ฟุต

ในปี พ.ศ. 2366 ได้จัดให้มีการเล่นฟุตบอลในรูปแบบของการเล่นใน ปัจจุบัน William Alice คือผู้เริ่มวางกฎบังคับต่างๆ สำหรับกีฬาฟุตบอลและรักบี้ ในปี พ.ศ. 2393 ได้มีการออกระเบียบและกฎของการเล่นไปสู่ ดินแดนต่างๆ ให้ปฏิบัติตาม โดยจำกัดจำนวนผู้เล่นให้มีข้างละ 15-20 คน

ในปี พ.ศ. 2413 มีการกำหนดผู้เล่นให้เหลือข้างละ 11 คน โดยมีผู้เล่นกองหน้า 9 คน และผู้เล่นรักษาประตู 2 คน โดยผู้รักษาประตูใช้เท้าเล่นเหมือน 9 คนแรกจนกระทั่งให้เหลือผู้รักษาประตู 1 คน แต่อนุญาตให้ใช้มือจับลูกบอลได้ในปี พ.ศ. 2423

ในปี พ.ศ. 2400 สโมสรฟุตบอลได้ก่อตั้งเป็นครั้งแรกที่เมืองเซนพัสด์ประเทศอังกฤษ และต่อมาในวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2406 สโมสรฟุตบอล 11 แห่งได้มารวมกันที่กรุงลอนดอนเพื่อก่อตั้งสมาคมฟุตบอลขึ้น ซึ่ง ถือเป็นรากฐานในการกำเนิดสมาคมแห่งชาติ

จนถึง 140 สมาคม และทำให้ผู้เล่นฟุตบอลต้องเล่นตามกฎและกติกาของสมาคมฟุตบอล จนเวลาผ่านไปจากคำว่า Association ก็ย่อเป็น Assoc และกลายเป็น Soccer ขึ้นในที่สุด ซึ่งนิยมเรียกกันในประเทศอังกฤษ แต่ชาวอเมริกันเรียกว่า Football หมายถึง American football

“เด็กเนิร์ดสีส้ม”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น